::~|Admin|~::

Joined: 15 Aug 2007
Posts: 23
|
|
Wind 3.2
เสียงอาจารย์แสนน่าเบื่อหน่ายในช่วงยามบ่าย ส่งผลให้เด็กหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งอยู่โต๊ะสุดท้ายริมหน้าต่างข้างหลังห้อง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่........เบื่อหน่ายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น.............กับการแค่คนตัวเล็กไม่ได้มาโรงเรียนสองวันแล้ว.......สองวันแต่ทำไมเหมือนกับหายไปเป็นสองอาทิตย์สำหรับเขา.......ไมรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เผลอที่ไรชายหนุ่มมองออกไปยังท้องฟ้าสดใสนอกหน้าต่างกว้างนั้นเสียหลายครั้ง........สองวันที่ผ่านมา เชว ซึงฮยอนเรียนไม่รู้เรื่องซักวิชาเดียว......และสาเหตุสำคัญก็มาจาก......คิดถึง.....คำคำนี้ต่างหากที่ไม่ว่าจะนั่ง จะนอนจะเรียน แม้แต่จะหยุดพักสมอง แต่คำคำนี้ก็ไม่หลุดออกจากหัวเขาเสียที.........
“เฮ้ยๆๆๆ เทมป์เว้ย!!!”ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ตัวเองนั่งเหม่อ รู้สึกตัวอีกที เจ้าเพื่อนสนิทก็เดินมาตบหลังเขาดังป้าบ นั่นแหละร่างสูงเลยได้สติ....
“อ้าว....พักแล้วเหรอ....”ร่างสูงหันมาถาม แทยังพยักหน้าเป็นคำตอบ ซึงฮยอนงืมงำเบาๆอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ก่อนจะหันกลับไปยังท้องฟ้าข้างนอกเหมือนเดิม
“แก น้องเขาไม่มาสองวันแล้วนะเว้ย นี่ก็เหลืออีก3วันเอง แกจะทำยังไงต่อว่ะเนี่ย”ไม่ถามเปล่าแทยังลากเก้าอี้ของโต๊ะตัวข้างๆมานั่ง
“ไม่รู้ว่ะ”ร่างสูงตอบกลับไปตามความเป็นจริง.....เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน สองวันที่เขาไม่ได้เจอจียง ไม่ได้เห็นใบหน้าใสเปื้อนรอยยิ้มยามนั่งเล่นที่สนามฟุตบอล....มันช่างเหงามากเหลือเกิน....... แทยังตบบ่าเพื่อนสนิทสองสามที ก่อนที่จะทิ้งให้ร่างสูงนั่งอยู่เพียงคนเดียว.......ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ เพียงแค่เสียงออดดังไม่ทันจะจบซึงฮยอนและแทยังก็คงจะถึงโรงอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นแน่ แต่ไม่ใช่กับสองสามวันที่ผ่านมานี้....ที่ความหิวทั้งหลายหายไปเหมือนกับหมีจำศีลยังไงยังงั้น........ร่างสูงจึงเลือกที่จะนอนฝุบหลับไปบนโต๊ะเรียนของตัวเองตลอดช่วงพักเที่ยงแทน.........
.
.
.
ร่างสูงโปร่งของควอน จียง ที่กำลังเดินเข้ามาในโรงเรียนต่างก็เป็นจุดเด่นต่อบรรดานักเรียนที่กำลังพากันทยอยกลับบ้านหลังจากที่เล่นเสียจนตะวันจะตกดินอยู่ร่อมร่อเช่นนี้.....ร่างเล็กในชุดไปรเวทเข้ารูปง่ายๆกับเสื้อกล้ามสีขาวตัดกับเจ็คเก็ตตัวเล็กสีดำ กางเกงยีนสีซีด.....รองเท้าผ้าใบสีขาว....เป็นแนวเสื้อผ้าที่เขาชอบใส่เสียบ่อย.....จียงยิ้มทักทายกับอาจารย์พิเศษที่มาสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่งนี้......ร่างเล็กก้มหัวเล็กน้อยเป็นการปิดท้ายก่อนที่จะเดินจากอาจารย์พิเศษมา ไม่เกินพรุ่งนี้ พวกอาจารย์ก็คงรู้แล้ว เรื่องที่เขาจะกลับอังกฤษก่อนกำหนด.....จียงฝืนยิ้มทักทายกับอาจารย์พิเศษอีกคนที่อุตส่าห์อยู่เย็นเพื่อเตรียมการสอนต่อในวันพรุ่งนี้......พรุ่งนี้ที่เขาไม่มีโอกาสจะเรียนที่นี่อีกแล้ว.....จียงเลือกที่จะเดินไปที่โรงอาหาร อย่างน้อยๆเขาก็อยากจะจำจดภาพของโรงเรียนฮวาจินเป็นครั้งสุดท้ายในแบบที่เขาอยากจำ........โรงเรียนที่เต็มไปด้วยแสงสีส้มของอาทิตย์ยามเย็นเช่นแบบนี้.....โรงอาหารที่ไร้ซึ่งผู้คนที่ตอนเที่ยงมีแต่นักเรียนเป็นพันกว่าคนที่มาทานข้าว.....จียงเดินไปตามทางเดินที่เชื่อมระหว่างตึกเรียนของสายวิทย์และสายศิลป์......ระเบียงทางเดินที่คุ้นเคยกลับเด่นชัดขึ้นเมื่อเขากลับมาอยู่ในช่วงเวลาเดิมๆของทุกวัน.....ใบหน้าของคนที่เขาพยายามจะทำใจตัวเองให้ลืมกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นกว่าเก่า........จียงระบายยิ้มเศร้า....ถ้าร้องไห้ได้เขาก็อยากจะร้อง......เพียงแต่ว่าถ้ามันยังมีน้ำตาให้ร้อง.......จียงทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ของโต๊ะตัวหนึ่ง คำพูดที่พ่อและหมอคุยกันในห้องวกกลับเข้ามาในห้วงความคิด......
Flash Back(มั้ง ดูอีกที)
“ผมว่ายังไงทางคุณก็เตรียมทำใจไว้บางก็ดีนะครับคุณควอน.......เพราะผมดูอาการคุณผู้หญิงแล้ว......ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าทางเราจะทำการรักษาได้หรือไม่......”หมอที่ได้ชื่อว่าเป็นรองผู้อำนวยการบอก
“แล้ว.......ผมควรจะทำยังไงดีครับคุณหมอ.......แล้วหมอเทวดาคนนั้นหละครับ......ที่เป็นเพื่อนกับคุณหมอน่ะ.....”ชายสูงวัยถามเสียงขาดหายเป็นช่วงๆ.....ยิ่งทำให้คนที่บังเอิญมาได้ยินที่ยืนอยู่ข้างนอกใจหาย......เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบฟัง เขาเพียงแค่อยากรู้อาการของคุณแม่เท่านั้น........คุณแม่ที่สองสามวันมานี่นอนนิทรายาวนานเหลือเกิน....เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เขาจะกลัว....กลัวการสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไป.....เพราะเรื่องธุรกิจครอบครัวของเขาจึงต้องแยกกันอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจียงไม่รักพ่อ เพียงแต่ว่าช่วงเวลาของชีวิตที่เขาอยู่กับแม่นั้นมีมากกว่าเท่านั้นเอง.........
ร่างบางพาเอาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงเดินหนีมาจากห้องของคุณหมอ......สองขาที่กำลังจะก้าวผ่านหน้าห้องคนป่วยพิเศษหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงนางพยาบาลที่คุยกันด้านหลังเขา......นางพยาบาลที่เพิ่งจะตรวจเช็คคนไข้เป็นกะสุดท้ายของตอนบ่าย......จียงพยายามที่จะเงี่ยหูฟัง ภาวนาให้เรื่องที่เพิ่งจะได้ฟังเมื่อครู่เป็นเรื่องโกหก........แต่ทว่าเรื่องราวที่ถูกเล่าเป็นครั้งที่สองของวันภายในเวลาที่ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่นาทียิ่งตอกย้ำจิตใจได้เป็นอย่างดี......
เลวร้าย.........
ไม่รู้ว่ากี่นาทีหรือกี่สิบนาทีกว่าที่จียงจะพาเอาร่างของตัวเองออกจากโรงพยาบาลได้ ร่างเล็กเดินมาหลบมุมอยู่ภายในสวนสาธารณะของโรงพยาบาล....ร่างเล็กทรุดนั่ง เป็นเวลานานกว่าที่จะขยับตัวราวกับตัดสินใจได้แล้ว มือเรียวล้วงเอาเจ้าโทรศัพท์เครื่องสวยขึ้นมาก่อนที่จะกดไปหาผู้เป็นพ่ออย่างรวดเร็ว........
“พ่อฮะ......กลับอังกฤษกันเถอะฮะ......”นับว่ายากลำบากยิ่งนักที่จะบังคับเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นไหวได้.......
“..................................”ปลายสายเงียบไป......
“พ่อฮะ.....”จียงเรียก....เขาไม่ชอบเลยที่พ่อเงียบไปแบบนี้......เขาเดาไม่ถูกว่าพ่อเขาคิดอะไร ยังไง......เป็นเวลานานหลายนาทีกว่าที่ผู้เป็นพ่อจะยอมพูดอะไรออกมาซักคำ.......
“จี....พ่อของร้องล่ะ....อีกวันเดียว ลูกให้โอกาสพ่ออีกวันเถอะนะ...พ่อสัญญาว่าถ้าภายในพรุ่งนี้พ่อหาหมอคนนั้นไม่เจอล่ะก็เราจะกลับอังกฤษกัน.......”เสียงชายสูงวัยร้องขอ....เขารู้ดีว่าลูกชายของเขารู้สึกยังไง ถ้ากลับไปอังกฤษไม่แน่อาจจะมีวิธีรักษากว่าให้มานอนรอความตายอยู่ที่เกาหลี.......เขาเองก็เหนื่อยมากเกินพอแล้วกับการที่จะต้องงมเข็มในมหาสมุทรไปเรื่อยๆแบบนี้.....ในโลกนี้มีหมอกี่คน......และในจำนวนหมอพวกนั้นจะมีใครบ้างที่รักษาภรรยาของเขาได้......ไม่ต่างกับการหาปลาที่เป็นตำนานในลุ่มน้ำกว้างใหญ่ที่มีหมู่ปลาแหวกว่าย........ไม่ว่าเขาจะเหวี่ยงแหทอดไกลซักเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วเพียงคนเดียว....ก็เหลือพื้นทีอีกตั้งมากมายที่แหเหล่านั้นทอดไปไม่ถึง.......
“ครับพ่อ...ผมจะรออีกแค่วันเดียวนะครับ.......”ร่างบางร้องตอบก่อนที่จะเป็นฝ่ายตัดสายไปเสียเอง.....ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าในน้ำเสียงของผู้เป็นบิดา.....ใช่วาเขาเองจะไม่เคยเหนื่อยล้า.....เขายังเคยคิดอยู่เสมอ....คอยเฝ้าถามพระผู้เป็นเจ้าเสมอว่า....ทำไมต้องเป็นแม่ของเขา.....ทำไมต้องเป็นเขากับพ่อที่เหนื่อยแสนเหนื่อยที่ต้องตามหาหมอคนนั้นที่ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะตายไปแล้วหรือยัง......ทำไมต้องเป็นพวกเขา......
สายลมยามเย็นที่พัดผ่านผิวหนังแผ่วเบาเสมือนกิ่งปลอบประโลม แต่ทว่ากับคนที่จิตใจเจ็บปวดมาแล้วผลที่ได้มันกลับกลับกันอย่างสิ้นเชิง.....
เยาะเย้ยเขารึไง สมเพชเขาอยู่สินะ........
ความโกรธพุ่งขึ้นพรวดพราด....โมโหเสียจนเขาต้องระบายอารมณ์กับถังขยะข้างๆตัวดังโครมใหญ่ ก่อนที่เจ้าถังขยะจะนอนอยู่บนพื้น.......แต่กระนั้นคนอารมณ์เสียก็ยังไม่พอใจ.....ความโกรธระลอกสองถ้าโถมเข้าใส่ และดูท่าว่าน่าจะแรงกว่ารอบแรกเสียอีก......โกรธจนด่าใครก็ได้ที่บังเอิญมามีเรื่องกับเขา......โกรธเสียจนอยากจะทุ่มเจ้าถังขยะข้างตัวลงที่น้ำพุให้รู้แล้วรู้รอด.......แต่ในความเป็นจริงเขากลับเอาแต่เท้าแขนลงกับขอบน้ำพุอย่างคนหมดแรง....ความโกรธทั้งหลายถูกกลั่นกรองเป็นหยดน้ำตาใสหยดแล้วหยดเล่าที่ไหลรินเปรอะเปื้อนใบหน้าใส......จียงทรุดนั่งที่ขอบน้ำพุ......เขาโกรธที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย......ทำอะไรที่พอจะช่วยแม่ไม่ได้ซักอย่าง....น่าโมโหเป็นที่สุด!
จียงปาดน้ำตาที่ทำให้เขาเป็นคนอ่อนแอออก......ถึงเขาจะโกรธตัวเองเพียงใด แต่เวลานี้....สิ่งที่เขาต้องทำเป็นอย่างสุดท้ายเหลือเพียงแต่...ลาออกจากโรงเรียนฮวาจิน....โรงเรียนที่มีคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดในสองสามวัน.......รัก...จะใช่หรือเปล่าเขาเองก็ไม่แน่ใจเพียงแต่ว่าความรู้สึกลึกๆมันบอกเท่านั้นเอง.......ยากที่จะต้องออกจากดรงเรียนไปทั้งๆที่ยังไม่ได้ล่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย.....
ยิ่งเห็นหน้ายิ่งทำให้ไม่อยากไป......
เขาเลยเลือกที่จะไปเงียบๆเสียดีกว่า....ดีกว่าต้องร่ำลากันด้วยน้ำตา....
ร่างบางลุกขึ้น.....มือไม้จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าร่องเข้ารอยก่อนที่จะเดินออกจากสวนสาธารณะ......ไปทำอีกหนึ่งอย่างที่เขาต้องจำใจทำ.....แม้ว่ามันจะยากก็ตามที.......
.
.
.
กลับมา(แก้อีกที - -*)
.
.
.
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด คนที่นั่งอยู่ถึงเพิ่งรู้สึกตัว ร่างบางลุกพรวดขึ้นทันที สองขาก้าวออกมาจากโรงอาหารเดินไปที่ทางเดินที่เหลืออีกฝั่งหนึ่งที่เป็นทางเชื่อมกับสนามฟุตบอลหลังโรงเรียน........จียงก้มลงดูนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่อยู่บนข้อมือ....เวลาเกือบๆจะหกโมงแล้ว สีส้มจากแสงอาทิตย์ยามเย็นก็กำลังจะหายไปช้าๆ...ใช้เวลาเพียงไม่นาน สนามฟุตบอลที่คุ้นเคยก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า.....สนามฟุตบอลหลังโรงเรียนที่ไม่น่าจะมีคนอยู่แล้ว......แต่จียงก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยนั่งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนสีขาวใต้ร่มไม้.....โต๊ะที่เขาชอบนั่งเป็นประจำ......
ทำไม.....ถึงยังนั่งอยู่ล่ะ.......
สองขาเรียวขยับเข้าใกล้หมายจะเดินไปให้ถึงคนที่นั่งอยู่ แต่ไม่ทันที่จะก้าวถึงขาเรียวก็หยุดเสียดื้อๆ.....อยากไปเห็นหน้า อยากไปคุยด้วยเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเขาเผลอทำตามใจไปมากกว่านี้ ผลที่ได้จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นอาจจะกลายเป็นว่าเขาอาจจะไม่กลับอังกฤษเลยก็ได้........
แม่กับคนที่เขารัก......
เป็นตัวเลือกที่ยากเย็นอะไรเช่นนี้...........แต่ในเมื่อเขาเลือกเองที่จะเป็นฝ่ายทิ้งความรักไว้ที่นี่.......แล้วเขายังมีสิทธิ์มาเสียใจอะไรอีกเล่า......ร่างบางค่อยๆถอยหลังอย่างช้าๆ แต่เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งที่หล่นร่วงจากต้นไม้ใหญ่เต็มพื้นที่เขาบังเอิญไปเหยียบก็ทำให้ซึงฮยอนหันมาเจอเข้าจนได้......จียงหันหนีเตรียมจะวิ่ง แต่ทว่าร่างสูงของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรุ่นพี่ก็เข้ามาขวางไว้ได้ทัน คนตัวเล็กกว่าหันหลังกลับไปอีกทางหมายจะหนีให้พ้นๆหน้าแต่แรงกระชากที่ต้นแขนเล็กก็ทำให้จียงต้องกลับมาเผชิญหน้าจนได้.........
“หายไปไหนมา.......”คำถามแรกถูกยิงมาจากร่างสูง.....จียงเงยหน้ามองตอบ สีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเป็นจียงคนปกติ......เพียงแต่ว่าคนที่เห็นจะรู้ไหมนั่นว่าที่เขาฝืนยิ้ม.......มันลำบากแค่ไหน......ลำบากแค่ไหนกันกับการที่ไม่ร้องไห้ต่อหน้าซึงฮยอน........
“ผม.....ไปจัดการธุระมาฮะ......”เขาไม่ได้โกหก...เพียงแต่ว่าบอกไม่หมดเท่านั้นเอง......
“เป็นห่วงนะรู้ไหม หายไปตั้งหลายวัน......”ซึงฮยอนร้องบอก....ก่อนจะถือวิสาสะรวบคนตัวเล็กที่อยู่ห่างกันไม่ถึงเอื้อมมือมากอด.......
“อย่าหายไปแบบนี้อีกนะ.......”มือใหญ่ลูบศรีษะคนในออ้อมแขนราวกับผู้ใหญ่คอยปกป้องเด็ก......ร่างเล็กในอ้อมแขนตัวสั่น....พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ร้องไห้......ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนแทบจะกลายเป็นขีดเดียว........
“เป็นอะไรไป....”ร่างสูงเห็นคนในอ้อมแขนเงียบไปเลยถามขึ้น.....ยิ่งพูดร่างในอ้อมกอดก็ยิ่งก้มหน้างุดลงกับอกแกร่ง.......น้ำตาร้อนรื้นขึ้นมาอยู่ขอบตาจียงอยู่ร่อมร่อ.....
อย่ามาทำให้คิดถึงมากไปกว่านี้ได้ไหม......ถ้าไม่ได้เจอหน้ากันแล้วเขาจะคิดถึงคนคนนี้มากกว่าตอนนี้ไหม....
เขาผิดเองที่เลือกที่จะมาเจอ.....เลือกที่จะกลับมาล่ำลาโรงเรียนแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย......ผิดที่ไม่ยอมวิ่งหนีมาเสียตั้งแต่ตอนแรก...... มือใหญ่เชยคางของคนในอ้อมกอดขึ้นแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเจอเข้ากับใบหน้าใสที่เปื้อนน้ำตา...
“จียง! เป็นอะไรไป!!”ซึงฮยอนร้องอย่างตกใจ จียงใช้โอกาสที่คนตัวโตกว่าเผลอนี้ผลักคนอีกฝ่ายเต็มแรงจนกระทั่งตัวเองสามารถออกมาจากอ้อมกอดนั่นได้......สองขาพาขายาววิ่งออกจากริ้วโรงเรียน.......วิ่งข้ามถนน......จนกระทั่งถึงป้ายรถเมลล์ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง.......ใบหน้าใสหอบแฮ่กจ้องมองกลับมายังอีกฝั่งหนึ่งของป้ายรถเมลล์ที่ซึงฮยอนยืนอยู่........
“จียง!”เสียงทุ้มตะโกนเรียกคนที่เขาวิ่งตาม แต่อีกฝ่ายก็เร็วกว่าเขาอย่างไม่น่าเชื่อ.......สายตาคมเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ.....ทำไมจียงต้องวิ่งหนีเขาด้วย.......แล้วทำไมต้องร้องไห้........
“พี่ซึงฮยอน.....”เสียงหวานพึมพำ......มือเรียวล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง.......นิ้วเรียวกดเบอร์เพียงไม่นาน เสียงของโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งก็ดังขึ้น.......ที่ฝั่งตรงข้าม.....ร่างสูงก้มลงมองโทรศัพท์ในมือหนา......เบอร์ที่ไม่ทราบชื่อที่โทรมาหาเขานั้นจะใช่คนเดียวกับที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาหรือเปล่า........
“ฮํลโหล...”ในที่สุดความอยากรู้ ความสงสัยก็ทำให้เขากดรับจนได้......
“พี่ซึงฮยอน....”เสียงหวานที่ปลายสาย......จียง.......ซึงฮยอนมองตรงไปยังอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ.......
“ผมมีเรื่องจะบอกพี่ฮะ.......”ร่างเล็กหันไปมองรถประจำทางที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ.......อีกไม่ถึงห้านาทีมันต้องจอดอยู่ตรงหน้าเขาแน่ๆ.......
“เรื่องอะไรล่ะ.......”แม้ว่าจะไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายทำแต่ร่างสูงก็ยอมรับฟังแต่โดยดี.....นัยน์ตาเข้มมองไปยังอีกฝ่ายอีกครั้ง......ไม่ว่าเมื่อไหร่สายตาของเขาก็ต้องหันกลับมามองที่จียงเสมอ.......
"พี่.....ลืมผมซะดีกว่าฮะ........”นัยน์ตาคมเบิกกว้าง....ซึงฮยอนมองไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ......ให้เขาลืมงั้นเหรอ....อย่ามาล้อเล่นน่า! ควอน จียง!!!
“ทำไม.....”ทั้งๆที่อยากจะถามให้มากกว่านี้.....แต่ว่าในตอนนี้เพียงแค่จะพูดอะไรก็ลำบากมากแล้ว.... น้ำลายในคอเหมือนก้อนเหนียวๆที่ยากจะกลืนลงไปได้...
“ผม.....ฮึก....ผมจะกลับ...ฮึก.....ไปอังกฤษแล้วฮะ.....”เสียงหวานปนสะอื้นร้องบอก......น้ำตาที่เขาพยายามจะอดกลั้นกลับไหลออกมาเสียง่ายๆ.....ทั้งๆที่เขาเตรียมใจไว้แล้วแท้ๆ แต่พอมาเจอ มาบอกด้วยตัวเองเขากลับต้องร้องไห้อีกจนได้.......จียงมองไปอีกฝั่ง......คนตัวสูงยังคงนิ่ง......
เหมือนไม่รับรู้....
หรือว่า เขาไม่เคยสนใจกันแน่......
ถ้าเพียงแต่คนที่ยืนอีกฝั่งจะเห็นว่าใบหน้าของคนที่เขาคิดเองว่าไม่สนใจ.....แต่ทว่าน้ำตาไหลกลับไหลออกจากดวงตาคมอย่างช้าๆ.... บ่งบอกถึงความเสียใจไม่แพ้กัน.....ในหัวมีแต่คำว่าทำไมลอยเต็มไปหมด....
สายตาคมมองไปยังบุคคลฝั่งตรงข้าม...ร่างเล็กที่ขนาดเห็นระยะไกลยังสั่นเทาเสียจนเห็นได้ชัด...
อยากจะเอื้อมมือไปคว้าไว้.....ไม่อยากจะทำให้เสียใจ.......
“พี่ฮะ......ลืม....ฮึก.....”จียงว่า ร่างเล็กพยายามกลืนก้อนสะอึกลงไป ”ลืม...ผมเถอะนะฮะ....”เสียงหวานว่าสุดท้ายก่อนที่จะกดตัดสายทิ้ง.......แล้ววิ่งขึ้นรถประจำทางที่กำลังจอดป้าย.....
“ขับได้เลยฮะไม่ต้องรอ......”จียงหันไปบอกกับคนขับรถที่แม้ว่าจะยังคงงงๆอยู่แต่ก็ออกรถให้โดยดี.......
“จียง......”ซึงฮยอนพูดออกมาราวกับคนเพ้อ......ก่อนที่จะได้สติเมื่อเห็นรถประจำทางเคลื่อนออกไปจากที่ของมัน......สองขายาวพาร่างของชายหนุ่มวิ่งตามรถไปในทันที......ซึงฮยอนกดโทรศัพท์โทรเข้าหาเบอร์ของจียง......แต่อีกฝ่ายก็ชิงปิดเครื่องไปเสียก่อนแล้ว.......ความเร็วของรถที่ช้าๆในตอนแรกเริ่มเพิ่มขึ้นทุกที ส่งผลให้รถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมจนกระทั่งขาทั้งสองก็ไม่อาจจะวิ่งให้ทันรถได้.......ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงซึงฮยอนที่เป็นฝ่ายมองอีกฝ่ายจากไปอย่างช้าๆ...........
.
.
.
“ลูกหายไปไหนมา!”ทันทีที่ก้าวเข้าถึงในบ้านจียงก็ต้องสะดุ้งกับเสียงของพ่อที่ตะโกนถามมาแต่ไกล.....
“ขอโทษครับ.......”มีเพียงคำขอโทษเท่านั้นที่ออกจากปากลูกชาย.....ไม่มีแม้แต่เหตุผลว่าทำไมเขาจึงหายออกไปโดยที่ไม่ได้บอกอะไรใครและกลับมาในเวลาผิดปกติเช่นนี้.......เที่ยงคืน.......ก็ถือว่าผิดปกติแล้วสำหรับคนที่ต้องมาเล่นเปียโนที่โรงแรมตอน4ทุ่มแต่กลับไม่มา.......
“ช่างเถอะ.....แต่ตอนนี้พ่อได้หมอคนนั้นมาแล้วล่ะลูก....ยังไงลูกก็เตรียมตัวไว้ เครื่องออกตอนตีสองนะลูกเก็บเสื้อผ้าได้แล้ว........”ผู้เป็นพ่อบอกเสร็จก็เดินอ้าวๆไปหาลูกน้องที่ยืนรออยู่.........การประชุมตรั้งสั่งการสุดท้ายก่อนที่เขาจะบินกลับอังกฤษถือว่าสำคัญไม่แพ้กัน........
“อังกฤษงั้นเหรอ.........”
.
.
.
“จียง.......”ซึงฮยอนพึมพำในขณะที่เอาโทรศัพท์แนบหู......เสียงของคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นฝ่ายตอบแทนู้รับก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่งดีว่าอีกฝ่ายยังไม่เปิดมือถือ......ซึงฮยอนวางและกดโทรออกไหมอีกครั้ง.....แต่สียงเดิมๆก็ตอบกลับมา......ซึงฮยอนกดวางอีก ก่อนจะกดโทรอีกครั้ง.......ทำเช่นนี้เรื่อยไป.....นับว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่สุดที่เขาเคยทำ.......แน่นอนว่าถ้าเกิดจียงเปิดเครื่องเมื่อไหร่รับรองว่ามีมิสคอลมากกว่าร้อยแน่ๆ.......และพวกนั้นก็คงเป็นของซึงฮยอนซะมากกว่าคนอื่น..........
“จียง.......”คำตอบก็ยังคงไม่ได้ให้เขา........มีเพียงแต่ว่าคำขอร้องให้เขาลืม......
บ้าไปแล้วหรือไง.....ใครมันจะไปลืมคนที่เรารักได้.............
ซึงฮยอนรีบกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิททันที...งอย่างน้อยๆ5ทุ่ม ไม่มีทางที่ ทง ยองเบ จะหลับแน่ๆ......
“เฮ้ยแทยัง แกช่วยเช็คให้หน่อยดิว่ะ......ว่าจียงเขาจะกลับวันนี้หรือเปล่า.......”
|
|
|